เช็ครถก่อนเดินทางระยะไกล

เช็ครถก่อนเดินทางระยะไกล

จากสถิติภาพรวมอุบัติเหตุรถยน ภาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพบรรทุก4ล้อมากถุง 37 % รถยนต์นั่ง 26% และรองลงมาจะเป็นรถพ่วง อีก10% สาเหตุหลักของการเกิดอุบัตเหตุนั้นมาจากการขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด และส่วนใหญ่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากสถิตินั้นจะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุนั้นสามารถเกิดได้กับรถทุกรูปแบบ และ มีปัจจัยหลายๆอย่าง วันนี้เราจะมานำเสนอวิธีลดอุบัติเหตุโดยการเช็ครถก่อนออกเดินทางหลักๆจำนวน6จุด จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1.ยางรถยนต์

1.1ยางรถยนต์นั้นมีความสำคัญอย่างไร

-ยางรถยนต์มีความสำคัญในการควบคุมการหยุดรถ

ยางรถยนต์เป็นจุดเดียวที่มีการเชื่อมต่อระหว่างรถและพื้นถนน แม้ว่าจุดที่ตัวยางสัมผัสกับผิวถนนนั้นจะกว้างเพียงแค่ฝ่ามือเดียวแต่ทำหน้าที่ในการยุดเกาะกับพื้นถนนและรีดน้ำ พร้อมทั้งยังรักษาการควบคุมรถ ยางรถยนต์จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด แต่บางครั้งผู้ขับขี่รถยนต์มักมองข้ามเรื่องการเช็คสภาพของยางและลมยางทั้งที่จริงแล้วนั้นในการขับขี่รถบนท้องถนนที่มีแรงดันภายในลมยางไม่เหมาะสม หรือ ยางมีสภาพสึกหรอส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมรถและเบรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกหนักอาจทำให้ตัวรถสไลด์เนื่องจากถนนลื่นทำให้ยากต่อการควบคุม

-ยางอ่อนเสี่ยงต่อการระเบิด

ในการขับขี่รถที่มีลมยางอ่อนเกินไปนั้น อาจจะทำให้ยางเกิดความร้อน อากาศภายในลมยางเกิดมีการขยายตัวขึ้นทำให้เสี่ยงต่อการระเบิดจนเสียการควบคุมรถ ซึ่งจะมีความอันตรายมากในการขับขี่ระยะทางไกลด้วยความเร็วสูง

-ช่วยในการประหยัดเชื้อเพลิง

นอกจากในเรื่องของความปลอดภัยแล้วนั้น ยางที่มีความดันลมยางต่ำ จะมีแรงต้านทางการหมุนที่สูงขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ใช้แรงมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อน นั้นหมายความว่าจะทำให้กินน้ำมันมากขึ้น และยังทำให้ยางเสื่อมสมรรถภาพก่อนอันควร

1.2ข้อแนะนำเกี่ยวกับยางรถยนต์

-หมั่นเช็คและเติมลมยางทุกเดือน โดยสามารถดูความดันลมยางที่เหมาะสมจากคู่มือรถ สติ๊กเกอร์บริเวณประตูคนับ หรือประตูของถังน้ำมันเชื้อเพลิง

-ตรวจสภาพของดอกยางเป็นประจำ ความลึกของดอกยางต่ำสุดตามกฎหมาย คือ 1.6 มม.

-งดบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็นต่อการเดินทางหรือไม่ค่อยได้ใช้ติดรถไว้นานๆ

-ก่อนเดินทางระยะไกล ควรเพิ่มแรงดันของยาง 3-5ปอนด์/ตารางนิ้ว (psi)

-ตรวจสอบยางอะไหลก่อนออกเดินทางไกล ควรเติมลมไว้ด้วย เช่นเดียวกับอุปกรณ์เปลี่ยนยางควรตรวจสอบให้พร้อม

2.ผ้าเบรก

2.1ผ้าเบรกนั้นมีความสำคัญอย่างไร

ยางรถยนต์และผ้าเบรกนั้นเป็นของคู่กัน เพราะทั้งสองต่างช่วยกันทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วรถด้วยการสร้างแรงเสียดทานกับถนน สำหรับผู้ที่ทำการขับขี่ทั่วไปแล้ว ผ้าเบรกอาจจะดูเหมือนเป็นอุปกรณ์ที่เราสามารถตรวจสอบเองได้ยาก แต่แท้ที่จริงแล้วพอจะสังเกตได้จากการฟังเสียง หากเบรกแล้วเกิดเสียงคล้ายโลหะเสียดสีกัน อาจจะต้องถึงคราวต้องตรวจสอบความหน้าของผ้าเบรกแล้วส่วนรถบางรุ่นบางยี่ห้ออาจจะมีไฟแจ้งเตือนโชว์ให้ดูด้วย

2.2ข้อแนะนำเกี่ยวกับเบรกรถ

ควรตรวจเช็คผ้าเบรกในทุกๆรอบ3เดือนและเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อผ้าเบรกมีความหนาน้อยกว่า4มิลลิเมตร หรือทุกๆระยะ25,000-50,000กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและสภาวะในการขับขี่ เช่น หากจอดรถหรือขับรถลุยน้ำเป็นเวรนานๆ ผ้าเบรกนั้นอาจจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง หากมีพฤติกรรมในการขับขี่เป็นคนขับแบบขับๆเบรกๆหรือขับมาด้วยความเร็วสูงมากแล้วเหยียบเบรกแรง ย่อมทำให้ผ้าเบรกของรถสึกเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

3.ที่ปัดน้ำฝน

3.1ที่ปัดน้ำฝนนั้นมีความสำคัญอย่างไร

-ช่วยในเรื่องทัศนวิสัย

เมื่อมีการพูดถึงความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ ที่ปัดน้ำฝนเป็นอีกสิ่งหนึ่งเลยที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปทั้งที่จริงแล้วทัศนวิสัยในการขับรถเป็นปัจจัยสำคัญในการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย และการที่ใช้ที่ปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพแล้วนั้นไม่ได้มีความแตกต่างอะไรจากการใส่แว่นตาที่พร่ามัวของคนสายตาสั้นเลยทีเดียว

-ช่วยรักษากระจกบริเวณหน้ารถ

หากมีการฝืนใช้ใบปัดน้ำฝนที่มีความเสื่อมสภาพอาจจะทำให้กระจกบริเวณหน้ารถเกิดรอยขีดขวดและสึกหรอไปด้วย แน่นอนเลยว่าการเปลี่ยนกระจกหน้ารถในการเปลี่ยนกระจกหน้ารถมีราคาที่สูงดังนั้นเปลี่ยนยางปัดน้ำนทุก6-12เดือนจะดีกว่ามาเสียดายเงินทีหลัง

3.2ข้อแนะนำเกี่ยวกับที่ปัดน้ำฝน

ทีปัดน้ำฝนที่ยังไม่เสื่อมสภาพสามารถใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่นั้นสามารถสังเกตและฟังเสียงได้รวมถึงระยะห่างของที่ปัดน้ำฝนที่แนบกับกระจก

-ลองจับดูที่บริเวณตัวยางปัดน้ำฝนว่ามีความแข็งกระด้างหรือไม่

-สังเกตว่าขณะที่ใช้ยางปัดน้ำฝนนั้นสามารถรีดน้ำออกจากกระจกได้อย่างหมดจดและไม่สะดุดเลยหรือไม่หากทดลองใช้งานแล้วรีดน้ำออกจากกระจกไม่หมดควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนทันที

-ลองฟังเสียงว่าขณะใช้งานที่ปัดน้ำฝนนั้นมีเสียงเสียดสีกับกระจกหรือไม่

-ควรถนอนที่ปัดน้ำฝนโดยการเลือกจอดรถในร่ม

4.ไฟรถยนต์

4.1ไฟของรถยนต์มีความสำคัญอย่างไร

ไฟรถยนต์อีกหนึ่งอุปกรณ์ในการขับขี่รถยนต์ที่มีความสำคัญต่อทัศวิสัยในการขับขี่และการให้สัญญาณในการขับขี่บนท้องถนน ไฟหน้าระและไฟท้ายรถมีความสำคัญอย่างมากในเวลาขับขี่รถในเวลากลางคืน ส่วนไฟเบรกไฟเลี้ยวและไฟฉุกเฉินนั้น หากใช้ย่างตามวัตถุประสงค์และระยะที่เหมาะสมแล้วนั้นสามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อุบัติเหตุส่วนใหญ่ที่มักเกิดเริ่มจากการไม่มีการใช้สัญญาณไฟเพื่อจะบอกรถคันอื่นจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง

4.2ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟของรถยนต์

ก่อนออกเดินทางให้ตรวจสอบไฟหน้ารถ ไฟเบรก ไฟส่งป้ายทะเบียนรถและไฟสัญญาณทุกดวงว่าสามารถใช้งานได้ทุกดวงหรือไม่ รถที่มีอายุการใช้งานมาพอสมควรนั้นมักจะเกิดปัญหาในเรื่องของโคมไฟมีไอน้ำเข้าไปเกาะ อันเกิดจากยางซิลิโคนรอบโคมไฟเสื่อมสภาพต้องจัดการนำน้ำที่เข้าไปอยู่ในโคมออกให้หมดจากนั้นใช้กาวซิลิโคลนแบบใส่ช่วยประสานรอยบต่อ

ไฟหน้ารถที่เหลืองและหมองจะมีผลต่อทัศนวิสัยไม่ว่าจะเกิดจากการตากแดดบ่อย ขับรถในเวลากลางคืนบ่อย หรืออาจจะเกิดจากมลภาวะต่างๆก็สามารถทำความสะอาดด้วย น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาขัดสี หรือว่าจะเป็นยาสีฟันนั่นเอง

5.แบตเตอรี่รถยนต์

5.1แบตเตอรี่รถยนต์มีความสำคัญอย่างไร

แบตเตอรี่รถยนต์นับเป็นปัจจัยหลักเปรียบเสมือนหัวใจของรถยนต์เลยก็ว่าได้หากไม่มีแบตเตอร์รี่ไฟฟ้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์รถยนต์นั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้ทั้งสตาร์ทรถ และเปิดไฟใช้แอร์ต่างๆก็ไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แบตเตอร์รี่แบ่งออกเป็น2แบบคือแบตเตอรี่แบบเปียกและแบตเตอรี่แบบแห้งจะมีอายุการใช้งานต่างกันออกไปแบบเปียกนั้นจะสามารถใช้ได้ประมาณ3ปีขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ส่วนแบตเตอรี่แบบแห้งนั้นสามารถใช้งานได้เกือบ10ปี แต่จะมีราคาที่สูงกว่าแบตเตอรี่แบบเปียก

5.2ข้อแนะนำเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์

ในการออกเดินทางควรเช็คน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ในกรณีเป็นแบตเตอรี่แบบน้ำ เช็คหน้าปัดรถยนต์ว่ามีไฟแจ้งเตือนหรือไม่ เช็คบริเวณขั้วแบตเตอรี่ว่ามีคลาบขี้เกลือขึ้นหรือไม่ เพราะคราบนั้นจะทำให้การจ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ ส่วนแบตแห้งนั้นสามารถดูได้ที่ตาแมวของแบตเป็นแนวทางได้ แต่ละรุ่นนั้นจะแตกต่างกันไป คอยสังเกตุเวลาสตาร์ทเครื่องว่าติดยากหรือไฟภายในรถมีความผิดปกติหรือไม่

6.อุปกรณ์ติดรถยนต์ชนิดอื่นๆ

นอกเหนือจาก ยางรถยนต์,ผ้าเบรค,ที่ปัดน้ำฝน,ไฟรถยนต์,แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องคอยตรวจเช็คเบื้องต้นแล้วนั้นยังมีสิ่งของอื่นที่ต้องคอยเช็คด้วยเช่น

6.1เอกสารสำคัญ

ตรวจดูเอกสารเกี่ยวกับตัวรถว่า มีอะไรหมดอายุหรือไม่อาทิเช่น ใบขับขี่ สำเนาทะเบียนรถ ป้ายภาษี หรือกรมธรรม์ประกันภัยของรถยนต์

6.2อุปกรณ์เสริมอื่นๆ

อาทิเช่นแว่นกันแดดช่วยในกรณีมีแดดแรงจนแสบตา ที่ชาร์จมือถือสำหรับรถยนต์ ไฟฉายไขควง และกล้องติดรถยนต์เป็นต้น

 

โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ